เขาคิชฌกูฎ 2560

แชร์ประสบการณ์การเดินทางไป เขาคิชฌกูฎ ครั้งแรกในชีวิต

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การเดินทางไป เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 28 -29 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

ตอนแรกตั้งใจจะไปวันเปิดเขาวันแรกเลย คือ ออกเดินทางไปคืนวันศุกร์ ที่ 27 ม.ค. ไปถึงเช้าวันที่ 28 ม.ค. แต่ เนื่องด้วยวันที่ 28 ตรงกับวันไหว้ตรุษจีนพอดี โปรแกรมเลยต้องเลื่อนมาเป็นคืนวันเสาร์ ที่ 28 ม.ค. แทน
เราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตอน 18.00 น. แวะไปรับพี่สาว อีกคนที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ใช้เวลาอยู่บ้านบึง ค่อนข้างนานค่ะ ทานข้าวนุ่งพูดคุยกันด้วย ออกจากบ้านบึงก็ ประมาณ 3 ทุ่ม การเดินทางครั้งนี้ สมาชิก 7 คน รถยนต์ 2 คัน ไปถึงจันทบุรีประมาณ 5 ทุ่ม
พี่ที่ร่วมเดินทางมาด้วยแนะนำว่าให้ไปขึ้นรถที่วัดกระทิง เพราะคนน้อยกว่าวัดพลวง เราเลยตรงมาที่วัดกระทิงเลยค่ะ ปรากฏว่าเมื่อมาถึงเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้เลย คนไม่เยอะ แถมที่วัดมีทั้ง โรงทาน ที่พัก อำนวยความสะดวกให้อีกต่างหาก

* ปีนี้เปลี่ยนกฎการขึ้นเขาใหม่ เป็นขึ้นรถต่อเดียวถึงจุดหมายเลย ทุกคิว ไม่ว่าจะวัดกระทิง หน้าอำเภอ หรือวัดพลวง

** รูปถ่ายไม่ค่อยชัดนะคะใช้กล้องมือถือถ่าย ขออภัยด้วยค่ะ

 บรรยากาศตอนเดินออกมาจากวัด  มีอาหารขายด้วย
 มีโรงทานด้วย เปิด 24 ชม.เลยค่ะ  มีที่พักให้ด้วยค่ะ เลือกนอนได้เลยทั้งอาคาร
   
 ศาลาที ตัง สรีระ สังขาร ของหลวง พ่อเขียน  ข้างหน้าคือ ประตูทางเข้า - ออก ของวัด
   

บรรยากาศค่อนข้างคึกครื้น มีเสียงประกาศตลอดเวลา อากาศเย็นมากค่ะ ใครจะไปเตรียมชุดกันหนาวดีๆนะคะ

บรรยากาศเต็นท์ที่พักที่ทางวัดจัดไว้ให้กับประชาชนที่มารอขึ้นรถ ทางวัดมีหมอนและผ้าห่มไว้คอยบริการด้วยนะคะ จับจองที่ได้เลย
   
ในเต็นท์นี้เสียงค่อนข้างดัง หากใครจะนอนแนะนำตัวอากคารค่ะ มีจุดบริการชากาแฟ ม่าม่า น้ำดื่ม บริการ หยอดตู้ตามกำลังศรัทธาค่ะ
 ที่เห็นคนเยอะๆ คือจุดจำหน่ายตั๋วขึ้นรถค่ะ คนชื้อเสร็จก็นั่งรอเรียกคิวค่ะ
   

ที่วัดมีขายดอกไม้ ธุปเทียน ผ้าแดง ผ้าสามสี ด้วยนะคะ มีเป็นชุดด้วย ชุดละ 100 บาท 

นี่ค่ะ ชุดละ 100 บาท ในถุงก็มีให้อย่างที่เห็น

ดอกดาวเรืองมีให้ไม่เยอะค่ะ เคยอ่านเจอกระทู้ของคนในพื้นที่มาเค้าบอกว่าดอกดาวเรืองไม่จำเป็นเลยเป็นความเชื่อผิดๆไม่รู้ใครเป็นคนคิดขึ้นมา มันสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่อีกต่างหากเช้ามาเค้าต้องมาเก็บกวาดดอกดาวเรืองที่ผู้คนเอามาโปรกันมากมายมหาศาล จนกลายเป็นขยะ (ซึ่งเห็นด้วยค่ะ เพราะขาลงเจอคุณลุงแก่ๆคนนึงยืนเก็บกวาดดอกดาวเรืองที่อยู่บนก้อนหินด้วยความยากลำบาก ท่าทางทุลักทุเลมากก)

 ณ เวลา ห้าทุ่มกว่าๆ.......

ระหว่างที่เดินสำรวจ เดินถ่ายรูป เราได้มีตัวแทนไปต่อคิวชื้อตั๋วเรียบร้อยค่ะ
อ้อ!! ลืมบอกไปว่า ตอนแรกที่ไปถึงเจ้าหน้าที่เค้าปิดขายตั่วไปนะคะ คนที่มาถึงใหม่ก็ยืนงงๆกัน ไม่รู้จะทำไง ก็ยืนๆนั่งๆรอ ไม่นานก็กลับมาเปิดขาย คนก็มาต่อคิวชื้อกันยาวเหยีดค่ะ

และแล้วเราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาเป็นทอดๆว่า ชื้อตั๋วตอนนี้ ได้ขึ้นรถ 6 โมงเช้าค่ะ ถ้าไม่แน่ใจอย่าชื้อ....
เราก็อึ้งไปเลยค่ะ หกโมงเช้าเลยหรือ แล้วจะทำไงล่ะ มองหน้ากัน เอาวะ ชื้อก็ชื้อ นอนรอแถวนี้แหละ ก็ต่อคิวไปเรื่อยๆ คนที่ต่อคิวก็ชื้อกันหมด ไม่มีใครยอมแพ้        ดูนี่เลยค่ะ หลักฐาน

มีบางคนถามเจ้าหน้าที่ถึงเหตุผล ว่าทำไมได้ขึ้นเช้า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ไฟข้างบนดับ กำลังซ่อมไฟอยู่ ถ้าซ่อมเสร็จก็จะปล่อยให้ขึ้น ไม่รู้จะเสร็จตอนไหน เค้าประกันตั๋วไว้ว่าไม่เกินหกโมงเช้าได้ขึ้นแน่

แต่มีพี่คนก่อนหน้าเราถาม เจ้าหน้าที่บอกไปนอนรอได้เลย 6 โมงเช้า ค่อยมา เอ๊ะ!! ยังไง ทำไมตอบไม่เหมือนกัน (แอบสังสัยคิดไปไกลอยู่พักใหญ่)

และแล้วก็ได้มาละค่ะ ค่าตั๋วขึ้นรถ คนละ 100 บาท(สำหรับขาไปอย่างเดียว ขากลับชื้อบนเขาราคาเท่าเดิม) 
และก็ต้องชื้อตั๋วค่าขึ้นอุทยานเขาคิชฌกูฏด้วย คนละ 10 บาท รวมเป็น คนละ 110 บาท(ค่าอุทยานชื้อแค่ตอนขึ้น ลงไม่ต้องเสีย)

เราได้คิวขึ้นรถคิวที่ 114 มา 1 ใบ และ 115 อีก 6 ใบ จากที่สังเกตุแล้วคือ 1 คิว จะมี 10 ใบ เพราะรถ 1 คัน นั่่งได้ 10 คน ดังนั้้นเท่ากับว่าถ้าบางครั้งกรณีได้คิวต่างกันแบบนี้ 1 คน จะต้องแยกไปนั่่งอีกคัน แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะถ้าคนไม่แน่นมากจริงๆเจ้าหน้าที่เค้าใจดีไปพร้อมกันได้

 สักพักนึงมีรถรับคนลงมาจากเขาด้วย กลุ่มเราก็เลยไปถามพี่เค้าว่า พี่ได้ขึ้นไปกี่โมง เค้าบอกว่า " 2 ทุ่ม " เลยถามอีกว่ามากี่โมง พี่เค้าบอกว่า " มาตั้งแต่ 5 โมงเย็น " เห็นพี่เค้าบอกว่าขาลงรอรถนานคนติดค้างเยอะบนเขา เราเลยคิดเอาเองว่า ที่คนข้างล่างยังไม่ได้ขึ้นคงเพราะว่ามีคนค้างเยอะรึป่าวนะต้องระบายคนด้วย

 

ที่วัดจะประกาศตลอดแจ้งให้คนที่จะขึ้นไปเตรียมตัว เอาอาหารน้ำดื่มไปไว้ทานข้างบนด้วย 

เพราะข้างบนไม่มีขาย 

* สำคัญมากนะคะ อย่าลืมเตรียมไป เผื่อตกค้างลงจากเขาไม่ได้ แย่เลยนะคะ *

หลังจากได้ตั๋วมาแล้ว ดูเวลา 00.15 น. ปรึกษากันจะเอาไงดี ต้องรอถึง 6 โมงเช้าเลยหรอ? เลยชวนกันไปศาลาของหลวงพ่อเขียนไปกราบขอพรท่านก่อน

มีวัตถุมงคลให้เช่าด้วยค่ะ ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกว่าอะไร มีไว้สำหรับไหว้สักการะ/ขอขมาหลวงพ่อ
มานั่งกล่าวคำขอขมาก่อนค่ะ ข้างในนั้้นคือ  สรีระ สังขาร ของหลวง พ่อเขียน
   

ในศาลานี้ไม่ค่อยมีคนค่ะ ส่วนใหญ่อยู่ข้างนอก เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในศาลานี้ อัธยาศัยดี แนะนำให้เรานอนพักอยู่ในนี้ได้เลย อากาศอุ่นสบาย ไม่เหมือนข้างนอก เราเลยมาแอบเลือกมุมพักผ่อนนั่่งพิงกำแพงสบายๆ พรหมสีเขียวนุ่มๆ 

รูปบนที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ของวัดค่ะ เค้าชื่อ พี่พฤหัส ชื่อจำง่ายมาก อัธยาศัยดี อารมณ์ดี แต่พี่เค้าพูดเก่งมาก ประกาศออกไมค์ตลอด พวกเราเลยหลับตาไม่ลงเลยฮ่าๆๆๆ 

 พอนั่่งไปสักพัก เริ่มอยากไปสำรวจห้องน้ำ แล้วค่ะ มาดูกันว่าห้องน้ำที่นี่เป็นยังไง

ห้องน้ำอยู่ใต้อาคารที่พักนี้ค่ะ ด้านหน้าห้องน้ำมีเต๊นท์ไว้บริการด้วย 
 ห้องน้ำรวมนะคะ ไม่แยกหญิง-ชาย  ห้องน้ำมีไม่เยอะต้องรอคิวค่ะ
   
 ห้องอาบน้ำ  ห้องสำหรับคุณผู้ชาย  เป็นแบบชักโครกทุกห้อง ไม่มีกระดาษทิชชูนะคะ เตรียมไปเอง

หลังจากเข้าห้องน้ำ ระหว่างเดินกลับมาที่ศาลา เหมือนได้ยินเสียงประกาศเรียกคิว ประมาณคิวที่ 70 กว่าๆ เราก็สงสัยเลยบอกพี่อีกคนว่า เดี๋ยวมานะไปดุก่อนว่าเค้าเรียกคิวรึป่าว พี่เราบอกไม่ได้ยินเลย เค้าบอก 6 โมงเช้าไม่ต้องไปหรอก เราก็เลยคิดว่าตัวเองหูฝาด เลยเข้าไปในศาลาต่อ นั่่งสักพัก คุยกันว่านอนนี่ไม่หลับแน่เริ่มง่วงละ ชวนกันจะไปนอนบนอาคารที่พัก ก็พากันเดินออกมา ปรากฎว่ากำลังจะเดินไปอาคารที่พักได้ยินเสียงเรียกคิวที่ 87 เราก็เฮ้ย! พี่เค้าเรียกจริงๆ แล้วก็พากันตื่นเต้นดีใจใหญ่ ไม่ต้องยันเช้าแล้ว ก็ไปนั่งรอคิวตรงที่เค้าประกาศเรียกกัน

ณ ตอนนั้้น ประมาณเกือบตี 2 นั่งรอไปค่ะ จนคิวที่ 90 กว่าๆ เริ่มชะงัก อีกแล้ว ขึ้นไม่ได้อีกแล้ว รถที่เอาคนไปก่อนหน้า วนกลับมาที่วัดอีกรอบ เจ้าหน้าที่ที่วัดก็ให้กลับไปส่งคนอีก เหมือนจะขึ้นไม่ได้หรือยังไงไม่แน่ใจ วนกลับมาอีกรอบ 
ทุกคนที่รอก็นั่่งมองไปแบบขำๆ รถมาๆ หยุดๆ เหมือนที่นี่ต้องรอดูวัดพลวงเป็นหลักว่าขึ้นได้มั้ย (ได้ยินเค้าคุยวอล์กัน)

รถก็นานๆมาที พอรถมาถึงก็จะมีกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเราที่อาจจะไม่เข้าใจธรรมเนียมว่าต้องรอเรียกคิว พอรถมาจอดปั๊ป ก็วิ่งขึ้นรถเลย คนที่รอคนอื่นก็งงไปตามกัน เจ้าหน้าที่ประกาศก็เหมือนเค้าไม่เข้าใจภาษาจนต้องใช้ภาษามือนกัน เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ มีอยู่รอบนึงคนไทยนี่แหละค่ะไม่รู้มาจากไหน วิ่งขึ้นรถเป็นกลุ่มเลย พอเจ้าหน้าที่ขอดูตํ๋ว คิว 200 กว่า นี่มันพึ่งคิว 100 ต้นๆเอง เสียงโห่ก็ดังลั่นเลยค่ะ 

ระหว่างนั้้นก็จะมีคนที่ตกหล่น ก้จะมีคิว 70กว่า 80 กว่า มาแสดงตัว เพราะไม่ได้ยินเสียงประกาศเรียก

ข้อแนะนำนะคะ 
ที่วัดกระทิงจากที่สังเกตุแล้ว อาคารที่พัก,ห้องน้ำ,ศาลาหลวงพ่อเขียน จะไม่ได้ยินเสียงประกาศเรียก ใครที่ไม่ได้อยู่บริเวณเต๊นท์จะไม่ได้ยินเลยค่ะ ถ้าจะรอขึ้นรถ อย่าไปอยู่ไกลนะคะเดี๋ยวจะพลาดคิวเอาได้ (แต่ถ้าพลาดก็ไม่เป็นไรค่ะเจ้าหน้าที่เค้าใจดีเรียกให้ขึ้นเลย ไม่มีตกรถแน่ๆ)

คนรอเยอะมากกก  
 

และแล้วก็ถึงคิวเราสักที...... * จริงๆแล้วคันที่เรานั้่ง ข้างหน้านั่่งกับคนขับได้ 1 คนข้างหลังได้อีกฝั่งละ 5 คน *
เราได้ขึ้นคันเดียวกันทั้ง 7 คน คันที่เราขึ้น มีแค่ 9 คนเองไม่เต็มคัน เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกคนเพิ่มก็ไม่มีคนมา เราได้เพื่อนร่วมเดินทางมาเพิ่มอีก 2 คน แต่ 2 ท่านนี้ต่างคนต่างมา อัธยาศัยดีทั้งคู่เลยค่ะ คุยเหมือนสนิทกันทั้งรถเลย 

ระหว่างทางที่นั่งบนรถ บอกเลยหนาวมากกก ถึงมากที่สุด หยิบโทรศัพท์ออกมา 21 องศา อาจจะเพราะลมแรงเลยหนาวมาก บนรถปากสั่นตัวสั่นกันไปหมด เตรียมตัวกันไปดีๆนะคะ เราไม่รู้มาก่อนว่าจะหนาวขนาดนี้

มาดูบรรยากาศระหว่างทางกันค่ะ

ที่วัดพลวงบรรยากาศจะครึกครั้นมาก ของกิน ของขายเพียบ คนเยอะมากกกก รถขึ้นเขาที่วัดพลวงก็มีเยอะเช่นกัน คุยกับเจ้าหน้าที่ที่วัดกระทิงตอนรอรถ เห็นบอกที่วัดพลวงมี ร้อยกว่าคัน แต่คนก็เยอะมากเหมือนกัน การให้บริการก็จะเหมือนวัดกระทิง ต้องชื้อตั๋วรอคิวเช่นกัน ราคาก็เท่ากันเลยค่ะ

จากที่เห็น จุดรอรถที่วัดกระทิงจะสะดวกกว่ามีที่นั่งรอ ปูเสื่อนอนรอได้เลย ส่วนที่วัดพลวง เห็นต้องยืนรอไม่แน่ใจว่ามีที่นั่่งรอมั้ย

ขึ้นมาสักพักถึงหน้าด่านอุทยานเจ้าหน้าที่อุทยานจะทำการตรวจบัตรเข้ากับคนขับรถ ทีละคัน เลยทำให้รถติดยาวเหยียด ว่าไปแล้วค่อนข้างอันตรายนะคะ ช่วงขึ้นโค้งมาด้วยรถใช้แรงส่งเยอะ คนหลังขึ้นมาถ้าไม่เห็นนี่มีชนตูดกันได้เลย จริงๆน่าจะมีระบบการจัดการที่ดีกว่านี้นะ คิดว่านะ

   

การเดินทางช่วงเขาช่วงกลางคืน ตื่นเต้นดีค่ะ มืด มองไม่ค่อยเห็นอะไร แต่ขอชมคนขับรถเลยเก่งมากกก ลุ้นมากเวลารถสวนทางกันมีหลบซ้าย หลบขวาต้องซ้อมกันมาอย่างดีนะเนี่ยไม่งั้นมีชนแน่ ทางขึ้นบางจุดชันมากกก ถ้าไม่ใช่ขับเคลื่อ 4 ล้อหมดสิทธิ์ ระหว่างทางนั่งเกรงจนปวดขาเลยค่ะ 
แต่ต้องมานะ ไม่ต้องกลัว ลองดู สนุกมากกกก

 และแล้วเราก็มาถึงจุดหมาย ใช้เวลาประมาณ 20 กว่านาที (ไม่มีเปลี่ยนรถนะคะ ต่อเดียวถึง)

จุดจอดคิวรถวัดกระทิง ขาลงก็ชื้อตั๋วตรงนี้ มีห้องน้ำไว้บริการด้วย
บันไดที่เห็นคือทางขึ้นเขาค่ะ มีความชันนิดนึง

หากใครขึ้นรถมาจากวัดพลวง รถก้จะไปจอดอีกจุด เลยตรงนี้ไปหน่อยนึง ค่ะ ทางขึ้นเขาก็ขึ้นตรงที่รถจอดได้เลย เค้าทำทางขึ้นลงไว้ 2 ที่ค่ะ 

ระหว่างทางที่เดินขึ้นเขาไปบางจุดก็มีไฟ บางจุดก็ไม่มี แนะนำให้เตรียมไฟฉายไปดีที่สุดค่ะ เดี๋ยวจะสะดุดรากไม้เอาได้ ดีนะที่เราเตรียมไป
ส่วนใหญ่ทางเดินเป็นขั้นบันได ที่เหลือก็เป็นดินบ้าง ปูนบ้าง ระยะทาง 1 กิโลเมตร ตอนขึ้นบันไดเหนื่อยมากแทบขาดใจเลยค่ะสำหรับคนไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างเรานะ หยุดพักไปหลายรอบ แต่จะมีที่นั่งไว้บริการแทบตลอดทาง

ระหว่างทางเห็นผู้สูงอายุหยุดพักกันเยอะ เพราะมันเหลื่อยจริงๆ ดีนะที่ตอนกลางคืนอากาศเย็น ถ้าเป็นกลางวันไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ถ้าอากาศร้อน มีเป็นลมกันแน่ๆ

ดูบันไดสิคะ ชันอยู่นะ มาถึงจุดไหว้จุดแรก หินพระนอน
และก็อีกจุด จุดไหว้ใหญ่ เจ้าหน้าที่จะประกาศให้บูชาดอกไม้ให้หมดที่นี่  ห้ามนำดอกไม้ขึ้นไปข้างบนเด็ดขาด

ขอแนะนำนะคะ ถุงขยะที่ท่านเอาขึ้นมา กรุณาเก็บติดตัวลงไปทิ้งข้างล่างด้วย เห็นบางคนไหว้เสร็จถุงใส่ดอกไม้ธูปเทียน ทิ้งเกลื่อนเลนตามซอก ตามบันได เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ เพราะมันเยอะมากกก จริงๆถังขยะก็มีไว้ให้นะ แต่ไม่ทิ้งกัน

ไหว้เสร็จก็ขึ้นเขาต่อเคาะระฆัง ไม่มีไม้ให้นะ เห็นเค้าใช้เหรียญกัน  สุดระฆังนั้นก้จะมีกล่องรับบริจาคก็หยอดเลยค่ะ นับได้ 161 อัน
ไม่รู้ครบมั้ยฮ่าๆๆ

 

ถึงแล้วค่าาาาา ตีสี่พอดีเลย ข้างบนคนเยอะมากกกก มืดด้วย ถ่ายรูปไม่ชัดเลย

เข้าถึงรอยพระพุทธบาทได้ยากมากค่ะ เพราะคนเยอะ เบียดเสียดกัน รอยพระพุทธบาทมี 2 รอย ถึงจะยากลำบาก เราก็ต้องสู้ค่ะ

   
   
   
   

 ปีนี้ทางเดินไปยังผ้าแดง เค้าปิดนะคะ ไม่ให้เดินไปที่นั้่น คนก็เลยเอามผูกไม้ตรงต้นไม้ไกล้ๆ บันได้ทางขึ้น - ลง เสียดายมาก มาครั้งแรกก็ไม่ได้ไปเห็นเลย    * อย่าลืมเตรียมปากกาเคมีไปไว้เขียนนะคะ ที่นี่ไม่มีไว้ให้ค่ะ *

   

ข้างบนนี้ก็มีห้องน้ำนะคะ แต่ในห้องน้ำไม่มีไฟ เห็นหลอดไฟนะ แต่ไฟไม่ติด ดีนะที่พกไฟฉายไปด้วย

เราใช้เวลาที่นี่นานมาก เพราะรอคิวเข้าไปไหว้รอยพระพุทธบาท ดูนาฬิกา ตีห้าครึ่ง ปรากฎว่าพลัดหลงกันค่ะ ข้างบนสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีนะคะ ต้องอาศัยให้เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกอย่างเดียว แนะนำให้นัดกันดีๆ ว่าจะเจอจุดไหน ลงกี่โมงจะได้ไม่พลัดหลงกันเหมือนเรา 

ตอรแรกตั้งใจจะรอดูพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ แต่เห็นยิ่งไกล้เช้าคนยิ่งเยอะ และตอนนั้้นเราก็ไม่รู้ว่ากลุ่มเรา 5 คนหายไปไหน ลงไปรึยัง เลยตัดสินใจกับแฟนเดินลงไปเรื่อยๆ มาได้ครึ่งทางก็ 6 โมงเช้า เริ่มสว่างแล้วค่ะ เดินลงเรื่อยๆ ตอนลงชิวกว่าขึ้นค่ะ 

และแล้วก็มาถึงด้านล่าง.............

นี่ไงคะจุดขึ้น - ลง ของวัดพลวง

 
   

ส่วนเราก็เดินไปขึ้นรถที่จุดคิวของวัดกระทิงเหมือนเดิมค่ะ ไม่ต้องรอคิวเลยขาลง ไม่มีคน

ขาลงน่ากลัวกว่าขึ้นอีกค่ะ เพราะรถขาลงต้องเบรถชะลอบนเนินชันๆ ให้รถขาขึ้นมาก่อน แต่ละโค้งหวาดเสียวมากกกก

 มาดูบรรยากาศกันค่ะ

เมื่อมาถึงวัดกระทิง เริ่มหิวแล้วค่ะ เลยแวะมาที่โรงทานของวัด เช้าข้าวต้มหมด แต่มีข้าวราดแกง มีหลายอย่างให้เลือ เลยเลือกจับฉ่าย คือมันอร่อยมากค่ะ อร่อยแบบอยากจะห่อกลับบ้านเลย แต่ทำไม่ได้ เสียดายโทรศัพท์แบตหมดไม่ได้เก็บภาพไว้

จากนั้นเราก็ออกเดินทางไปวัดเขาสุกิมกันค่ะ เราง่วงมาก ลืมตาไม่ขึ้นเลยขอนอนบนรถ ให้พวกที่ฟิตกันอยู่ไปกันเลย

เสร็จจากวัดเขาสุกิมก็ไปต่อกันที่เนินนางพญา ตั้งใจไปกินปลาหมึกย่าง เคยมาคราวก่อน มันอร่อยมากก น้ำจิ้มแซ่บมากกก แต่ไม่เจอร้านเดิมงานนี้เลยผิดคาด ลองร้านใหม่ น้ำจิ้มมันไม่ใช่อ่ะ 

หลังจากนั้นเราก็ไปทานข้าวกันต่อตรงหมู่บ้านชาวประมงมีหลายร้านให้เลือกมาก  อาหารไม่แพงด้วย สั่งไป 6 อย่าง + น้ำอัดลม+น้ำเปล่า กิน 7 คน หมดไป 910 บาทเอง หลังจากทานข้าวเสร็จก็เดินทางกลับเลยค่ะ เพลียมากกกก

ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ หลังว่ารีวิวครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆคนไม่มากก็น้อย ผิดพลาดประการใดต้อง ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอบพระคุณมากค่ะ

Noomai 

แชร์ประสบการณ์การเดินทางไป เขาคิชฌกูฎ ครั้งแรกในชีวิต

วันที่ 28 -29 มกราคม 2560 

Visitors: 124,680